ประโยชน์ของอินเตอร์เนตต่อการศึกษา

     การที่พระบรมวงศานุวงศ์และนักการศึกษาระดับแนวหน้าของไทยให้ความสนใจแก่อินเตอร์เนตเป็นอย่างยิ่งนั้นก็เพราะทรงตระหนักและตระหนักถึงคุณประโยชน์ของอินเตอร์เนตที่มีอยู่มากและอิทธิพลของอินเตอร์เนตที่มีต่อโลกในอนาคตดังที่นายบิล เกตส (Bill Gates) เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์ จำกัด กล่าวไว้ในหนังสือ “ทำธุรกิจด้วยความคิดที่รวดเร็ว (Business at the Speed of Thought)” ของเขาว่า “The Internet will change the way you live, the way you learn, the way you work, the way you play. The Internet will change everything. Everything will converge.” หรือ “อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต วิธีการเรียนรู้ วิธีการทำงาน วิธีการหาความสนุก อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างจะมารวมกันอยู่บนอินเตอร์เนต”

     การศึกษาเป็นสิ่งหนึ่งที่บิล เกตสกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะได้รับอิทธิพลจากอินเตอร์เนต ทั้งนี้เนื่องจากประโยชน์ของอินเตอร์เนตที่มีต่อการศึกษาที่มีอยู่มาก ตัวอย่างเช่น

     (1) อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์และนักเรียน รวมทั้งการส่งงานโดยผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และบริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
     (2) อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างสถานศึกษาและนักเรียน โดยผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  ป้ายประกาศอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bulletin Boards) และโฮมเพจของสถานศึกษา
     (3) อำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทั้งจากห้องสมุดต่างๆ ทั่วโลก  จากฐานข้อมูลต่างๆ และเครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web)
     (4) อำนวยความสะดวกในการศึกษาเพิ่มเติมทั้งในระบบและนอกระบบ โดยผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ตั้งแต่เว็บไซต์ที่นำเสนอความรู้รอบตัว จนถึงเว็บไซต์ของสถานศึกษาที่เสนอหลักสูตรการศึกษาทั้งหลักสูตรผ่านอินเตอร์เนต

หลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เนต

     บี.เอช. คาน (B.H. Khan) นักวิชาการทางการศึกษาได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เนตว่าหมายถึง โปรแกรมการเรียนการสอนในรูปแบบของไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia) ที่นำคุณลักษณะและทรัพยากรต่างๆ ที่มีในอินเตอร์เนต เช่น ภาพ เสียง และข้อมูลต่างๆ มาเชื่อมต่อกันเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้

หลักการพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เนต

     จากคำนิยามดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าผู้ออกแบบและสร้างโปรแกรมการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เนตจะต้องคำนึงถึงความสามารถและบริการที่หลากหลายของอินเตอร์เนต และนำคุณสมบัติเหล่านั้นมาใช้เพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนมากที่สุด เช่น การใช้ห้องสนทนาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน  ผู้สอน หรือผู้เรียนอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นการทำให้การเรียนการสอนมีความหมายมากขึ้น ดังนั้นหลักการพื้นฐานสำหรับการเรียนผ่านอินเตอร์เนตมีดังต่อไปนี้คือ

   - ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้สอนสื่อสารกันได้ตลอดเวลา การติดต่อระหว่างผู้เรียนและผู้สอนมีส่วนสำคัญในการสร้างความกระตือรือล้นกับการเรียนการสอน โดยผู้สอนสามารถให้ความช่วยเหลือผู้เรียนได้ตลอดเวลาในขณะที่กำลังศึกษา ทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดีขึ้น 
     - ควรสนับสนุนให้มีการการพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้เรียนจะช่วยให้พัฒนาความคิดความเข้าใจดีกว่าการทำงานคนเดียว  เป็นการสร้างความสัมพันธ์เป็นกลุ่มโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  และเป็นการพัฒนาการแก้ไขปัญหาและการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นมาประกอบเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด
   - ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการที่ผู้สอนป้อนข้อมูลหรือ   คำตอบให้  เนื่องจากการหาข้อมูลด้วยตนเองเป็นการสร้างความกระตือรือล้นในการการใฝ่หาความรู้ 
     - ควรให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนโดยทันทีทันใด  เป็นการช่วยให้ผู้เรียนทราบถึงความสามารถของตนเอง  รวมทั้งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับแนวทาง วิธีการ หรือพฤติกรรมให้ถูกต้องได้
     - ควรสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ไม่มีขีดจำกัด เป็นการขยายโอกาสให้กับทุกคนที่สนใจศึกษา  เนื่องจากผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเรียน ณ ที่ใดที่หนึ่ง ผู้ที่สนใจสามารถเรียนได้ในเวลาและสถานที่ที่ตนสะดวก

การศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตในต่างประเทศ

     ดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในตอนต้นว่าการศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตนั้นเป็นทางเลือกในการศึกษาอีกทางหนึ่ง ดังนั้นระบบการศึกษาที่ใช้ในการศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตจะเป็นระบบเดียวกับการศึกษาแบบเข้าชั้นเรียน  และมีการแบ่งระดับการศึกษาเช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนจริง มีทั้งที่อยู่ในรูปเครื่องช่วยสอนจนถึงหลักสูตรการศึกษาเต็มรูปแบบและได้รับการรับรองทางการศึกษาเช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนและการเรียนทางไกลแบบอื่นๆ

     การศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตนั้นจะมีขั้นตอนต่างๆ เช่นเดียวกับการศึกษาในแบบเข้าชั้นเรียนและการศึกษาทางไกลแบบอื่นๆ หากจะแตกต่างกันตรงที่การใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อกลางในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด  การใช้อินเตอร์เนตในขั้นตอนต่างๆ จะมีดังต่อไปนี้

     (1)การเลือกสถานศึกษา  ผู้สนใจสามารถเรียกดูข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรที่ตนเองสนใจได้โดยใช้เครื่องช่วยค้น (Search Engine) บนอินเตอร์เนต  โดยอาจพิมพ์คำสำคัญลงในช่องเติมคำเพื่อสืบค้น ข้อมูล เช่นพิมพ์คำว่า “Virtual University” จะได้รายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีคำสำคัญอยู่มาจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะมีเพียงไม่กี่รายชื่อหรืออาจจะมากกว่า 30,000 ชื่อ ดังแสดงในรูปที่ 11 ขึ้นอยู่กับคำสำคัญที่เลือกใช้  ซึ่งในรูปนี้ผู้เขียนใช้คำว่า “Virtual University” เป็นคำสำคัญในการสืบค้นข้อมูล
     (2)การดูข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อสถานศึกษา   เมื่อได้รายชื่อจากการสืบค้นข้อมูลมาแล้วผู้สนใจจะต้องดูรายชื่อเหล่านั้นซึ่งมักจะมีคำอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับสถานศึกษาต่อจากชื่อ เมื่อพบสถานศึกษาที่สนใจนักศึกษาจะดู  ข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อสถานศึกษาได้จากโฮมเพจของสถานศึกษาแห่งนั้นๆ โดยการคลิกไปที่ชื่อของสถานศึกษา
     (3)การส่งใบสมัครเรียน ผู้สนใจสามารถส่งใบสมัครพร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมผ่านเว็บเพจของสถานศึกษาได้ โดยสถานศึกษาจะเตรียมใบสมัครไว้บนเว็บเพจ  และวิธีการชำระเงินอาจเป็นการจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคาร
     (4)การลงทะเบียนเรียนและชำระค่าการศึกษา  เมื่อสมัครเรียนแล้ว  ขั้นตอนต่อมาที่ต้องทำคือการเลือกวิชาเรียน การลงทะเบียนเรียนและการชำระค่าการศึกษา ในขั้นตอนนี้จะทำผ่านเว็บเพจของสถานศึกษาได้เช่นเดียวกับในขั้นตอนการส่งใบสมัครและชำระค่าธรรมเนียม เมื่อลงทะเบียนเรียนและชำระเงินแล้ว ผู้เรียนจะได้รับรหัสผ่านเพื่อใช้ในการเข้าเรียน
     (5)การเข้าเรียนและส่งงาน การเข้าชั้นเรียนในการศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตนั้นจะต่างไปจากการเข้าชั้นเรียนในโรงเรียน กล่าวคือการเข้าชั้นเรียนในอินเตอร์เนตจะเป็นไปตามตารางเวลาที่ผู้เรียนกำหนดขึ้นเองและศึกษาจากแฟ้มข้อมูลบทเรียนที่ดาวน์โหลดมาซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของสื่อผสม (Multimedia) หรือแฟ้มข้อมูลตัวอักษร ในขณะที่การเข้าชั้นเรียนในโรงเรียนและจะเป็นไปตามตารางเรียนที่ทางโรงเรียนกำหนดขึ้นและการเรียนจะเรียนจากอาจารย์ผู้สอนในชั้นเรียนจริง  ในขณะที่การศึกษาทางไกลผ่านทางอินเตอร์เนตนั้นจะใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อ ทั้งการติดต่ออาจารย์ผู้สอนและการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมชั้น เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา และการประชุมทางไกล เป็นต้น นอกจากนี้แล้วการส่งงานและรับงานกลับจากอาจารย์ผู้สอนจะใช้บริการในอินเตอร์เนตเช่นเดียวกันซึ่งอาจเป็นบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือบริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (FTP = File Transfer Protocal) ซึ่งหมายถึงการดาวน์โหลด (Download) ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในอินเตอร์เนตมาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรืออาจจะเป็นการนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวขึ้นไปเก็บหรืออัพโหลด (Upload) ไว้ที่ศูนย์บริการอินเตอร์เนต
     (6)การสอบและการดูผลสอบ การสอบผ่านอินเตอร์เนตนี้ ผู้เรียนจะได้รับข้อสอบพร้อมกับการจับเวลา  โดยจะต้องใช้รหัสผ่านเช่นเดียวกับการเข้าเรียน ส่วนการประกาศผลสอบนั้นมักจะผ่านทางบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และบัญชีของนักเรียนเองเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของนักเรียน
     (7)การรับหลักฐานการสำเร็จการศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษา นักศึกษาจะได้รับหลักฐานเป็นใบประกาศนียบัตรหรือปริญญาบัตรตามวุฒิของตนเองผ่านทางบริการบนอินเตอร์เนตเช่นเดียวกัน โดยที่นักศึกษาจะต้องใช้รหัสผ่านของตนเองเพื่อพิมพ์ใบสำคัญแสดงการสำเร็จการศึกษา ซึ่งการรับหลักฐานการสำเร็จการศึกษานี้บางสถาบันจะจัดพิธีมอบและงานเลี้ยงแสดงความยินดีให้แก่ผู้เรียนซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เรียนจะได้พบกับอาจารย์      ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่เคยพบกันจริงๆ

ตัวอย่างเว็บเพจเพื่อการศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนต

ในระดับอุดมศึกษา

ตัวอย่างเว็บเพจเพื่อการศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเว็บเพจในระดับอุดมศึกษา

การศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เนตในระดับอุดมศึกษานับได้ว่าเป็นระดับที่ได้รับความนิยมสูงมาก หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับนี้จะมีอยู่มากมายนับร้อยหลักสูตร ตั้งแต่ในระดับประกาศนียบัตรจนถึงปริญญาเอก ตัวอย่างสาขาวิชาที่เปิดสอนบนอินเตอร์เนตได้แก่ การจัดการ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต นิเทศศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์  ศิลปศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์   และจิตวิทยาเป็นต้น  ตัวอย่างมหาวิทยาลัยเสมือนจริง ได้แก่

มหาวิทยาลัยเสมือนจริงมิชิแกนสเทต
     มหาวิทยาลัยเสมือนจริงมิชิแกนสเทต (Michigan Virtual University) เป็นชื่อที่ทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนใช้สำหรับการเรียนการสอนทางอินเตอร์เนต โดยจุดประสงค์ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเสมือนจริงคือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาทั้งในด้านเวลาและสถานที่
     วิชาต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยเสมือนจริงมิชิแกนสเทตเปิดสอนมีอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเตอร์เนต การบริหาร  การค้นคว้าวิจัย และนิเทศศาสตร์ เป็นต้น โดยวิชาในสายนิเทศศาสตร์ที่เปิดสอนจะเป็นวิชาเลือกทางการสื่อสาร เช่น การสื่อสารอย่างถูกวิธี กฎหมายของการสื่อสาร และการใช้สื่อต่างๆ
การลงทะเบียนเรียนกับมหาวิทยาลัยเสมือนจริงมิชิแกนนั้นง่ายมากคือ นักศึกษาสามารถจะลงทะเบียนเรียนทางคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ตามขั้นตอนที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ เมื่อนักศึกษาสมัครเป็นนักศึกษาของทางมหาวิทยาลัยแล้วก็จะได้รับรหัสผ่านเพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูลที่มีไว้เฉพาะสำหรับนักศึกษา
สำหรับวิชาที่ไม่มีหน่วยกิต นักศึกษาสามารถที่จะลงทะเบียนได้โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ 800 แต่ใช้ได้สำหรับนักศึกษาที่อยู่ในประเทศอเมริกาเท่านั้น และถ้านักศึกษาพบกับปัญหาในการลงทะเบียนก็สามารถติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยได้ตลอด 24     ชั่วโมง

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียออนไลน
     มหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนียออนไลน์ (University of California Extension Online) ดังที่แสดงในรูปที่ 13  เป็นผลของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนีย     เบิร์กลี่ย์ ภาคการศึกษาต่อเนื่อง กับมหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนีย ภาคการศึกษาทางไกลระดับมลรัฐ และศูนย์การศึกษาทางไกลและสื่อผสม เว็บมหาวิทยาลัยออนไลน์แห่งนี้ออกแบบมาคล้ายกับเว็บของอเมริกาออนไลน์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เนตที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และมีจุดประสงค์เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ที่ต้องการศึกษาแบบต่อเนื่องและผู้ที่ต้องการเรียนรู้ทักษะความรู้ที่ทันสมัย
     ทั้งนี้มหาวิทยาลัยรับประกันคุณภาพของเนื้อหา หลักสูตร และผู้สอน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกับหลักสูตรอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนีย ผู้สนใจสามารถเยี่ยมได้ที่ learn.berkeley.edu
     หลักสูตรของมหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนียออนไลน์ ประกอบไปด้วยการจัดการธุรกิจและการบริหาร วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เป็นต้น เหมือนกับหลักสูตรการเรียนผ่านอินเตอร์เนตที่อื่นๆ เพราะฉะนั้นการเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลลิฟอร์เนียบนอินเตอร์เนตสามารถที่จะสำเร็จได้โดยผู้เรียนได้รับความสะดวกสบายโดยผ่านบริการต่างๆ ที่มีอยู่บนอินเตอร์เนต ไม่ว่าจะเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนออนไลน์ กระดานข่าว อีเมล์ และการโต้ตอบกันภายในกลุ่มเวลาเดียวกันได้ อย่างไรก็ตามผู้เรียนจะต้องมีตำราเรียนเป็นเล่ม และการสอบต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยจะจัดผู้คุมไว้โดยเฉพาะ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

มหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนียเสมือนจริง
     ในปี พ.ศ. 2539 ผู้ว่าการรัฐและผู้นำทางการศึกษาของรัฐแคลลิฟอร์เนียเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างมหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนีย  เสมือนจริง (California Virtual University) นี้ขึ้น และสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ดังแสดงในรูปที่ 14 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาทางไกลให้กับชาวแคลลิฟอร์เนียและชาวต่างชาติ  เนื่องจากเป็นรัฐที่มีนักเรียนต่างชาติมากที่สุด    
     มหาวิทยาลัยแคลลิฟอร์เนียเสมือนจริงนี้ เสนอหลักสูตรออนไลน์มากกว่า 2,000 หลักสูตร จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่ได้รับการรับรอง

สมาคมธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทย
The Association of Thailand Internet Industry

Srisakdi Charmonman IT Center, 8th Floor. Assumption University, Suvarnabhumi Campus, Bang Na-Trad Km. 26, Bangsaothong, Samuthprakarn, Thailand 10540
Tel. (662) 723-2891 Fax. (662) 723-2892 Email : webmaster